ครูดิลก ว่าที่ร้อยโทดิลก ศิริวัลลภ เป็นชาวนราธิวาส และเป็นล่ามภาษามลายู*ประจำพระองค์อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้


ครูดิลก ว่าที่ร้อยโทดิลก ศิริวัลลภ เป็นชาวนราธิวาส และเป็นล่ามภาษามลายู*ประจำ
พระองค์อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้

ครูดิลกยกตัวอย่างบางเรื่องที่ยังจำเหตุการณ์ได้ดี

“มีหญิงคนหนึ่งบอกว่าเดือดร้อน เงินที่เก็บไว้ในยุ้งข้าวหายไป ในหลวงทรงถามว่าแจ้งความหรือยัง นางบอกแจ้งแล้วแต่จับคนร้ายไม่ได้สักที เมื่อเช้าก็ยังไปแจ้งกับทหารของในหลวงที่อารักขาอยู่บนถนน ระหว่างนั้นก็มีเจ้าหน้าที่มากราบทูลว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นแจ้งว่าผู้หญิงคนนี้สติไม่ดี พระองค์ทรงบอกว่า ที่เรามาก็เพื่อมาดูทุกข์สุขของประชาชน คนนี้เขาบอกว่าเดือดร้อนเพราะเงินเขาหาย เราพูดกันรู้เรื่อง ดีหรือไม่ดีเราก็ต้องรับฟัง

และแล้วปัญหาของสตรีผู้นั้นก็ได้รับการแก้ไข

“สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระราชทานเงินให้จำนวนหนึ่ง แต่หลังจากนั้นเขาก็ได้เงินคืน คนในบ้านนั่นแหละเอาไป แต่เพราะพระบารมีของในหลวง ทำให้ได้คืน

“ไปเจอคนไม่สบาย เรายังดูไม่ออก พระองค์ทรงถามเป็นภาษามลายูแล้ว ไม่สบายหรือ ไปหาหมอหรือยัง ชาวบ้านบอกไปมาแล้ว เอาถุงยาให้ดู ในหลวงก็ทรงอ่านฉลากให้ฟัง ทรงบอกให้กินยาตามเวลา ไม่อย่างนั้นไม่หาย แล้วจะมาบอกว่ายาหลวงไม่ดีไม่ได้นะ”

ล่ามภาษามลายูเล่าเกร็ดประสบการณ์ ซึ่งเขาบอกว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงใช้ภาษามลายูได้บ้าง

“บางทีพระองค์ก็รับสั่งภาษามลายูว่าปวดหัว แบบขำ ๆ ในวันที่พบปัญหาจากการเสด็จฯ ออกไปทรงงาน

“พระองค์ทรงเป็นคนละเอียด ชอบทำจริง ทุกอย่างพระองค์จะทรงให้ลองทำดู ได้ไม่ได้ไม่เป็นไร” เขาพูดจากที่ได้ตามเสด็จมาตั้งแต่ยังเป็นหนุ่ม

“ความประทับใจเรื่องงาน คือนาขั้นบันไดที่สุคิริน พระองค์ทรงเป็นห่วงเรื่องอาชีพ ก็ให้ประชาชนลองทำดู คนไม่มีข้าวจะกินเพราะที่ราบไม่พอ พระองค์รับสั่งว่าต้องทำนาให้ได้ แม้แต่บนภูเขา ตอนแรกมีคนทัดทานนะ พระองค์ทรงบอก เราทราบ แต่อย่างไรก็ต้องทำ เพื่อทดลองดู พระองค์ทรงเป็นนักประชาธิปไตย ไม่ได้บังคับ ก็ปรับหน้าดิน ต้องสร้างระบบเก็บน้ำ ใช้ปุ๋ย และต้องแก้ปัญหานกหนูอีก แต่ก็ทำให้เกิดนาขั้นบันไดที่อำเภอศรีสาครและอำเภอสุคิริน”

นอกจากความทรงจำ ว่าที่ร้อยโทดิลกยังเก็บพระบรมฉายาลักษณ์พระราชกรณียกิจไว้เป็นปึก ทั้งที่มีตัวเขาเองอยู่ในภาพด้วย หรือเพียงได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์

“อย่างในภาพนี้” เขายกภาพถ่ายที่คุ้นตาคนไทยทั่วไป ในหลวงทรงฉลองพระองค์สีแดง ประทับพิงรถแลนด์โรเวอร์ซึ่งจอดอยู่บนสะพาน มีรับสั่งอยู่กับชาวบ้านที่นั่งพนมมือ

“บ้านเจาะบากงอยู่กึ่งกลางจากตากใบไปสุไหงโกลก ทางขวามือคือพรุโต๊ะแดง ทางซ้ายมือเป็นแม่น้ำสุไหงโกลก ถ้าฝนตกน้ำจากพรุโต๊ะแดงก็เข้าท่วมเจาะบากง ถ้าน้ำแม่น้ำเอ่อขึ้นมาก็ท่วมเหมือนกัน ท่วมเป็นประจำทุกปี ในหลวงทรงไปหยุดอยู่บนสะพาน ทรงซักถามชายในภาพนี้เกี่ยวกับอาชีพของชาวบ้าน สภาพของพรุ น้ำและสายน้ำในพรุ เพื่อหาทางระบายน้ำให้เร็ว เขาก็บอกว่าน้ำมาจากคลองสายนั้นสายนี้ พระองค์ก็ทรงเขียน
ลงในแผนที่”

แล้วเหมือนเขาจะนึกถึงเรื่องสำคัญที่สุดขึ้นมาได้ โดยเฉพาะเจาะไปที่แผนที่ในพระหัตถ์

“แผนที่ของพระองค์จะทันสมัยที่สุด พระองค์ทรงศึกษามาหมด แต่จุดสำคัญคือการศึกษาความเป็นจริง สภาพพื้นที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร พระองค์ทรงแก้ไขปรับปรุงลงในแผนที่ของพระองค์ตลอด หมู่บ้าน ทางน้ำ ที่เกิดใหม่ หรือหายไป ก็จะทรงเขียนลงไป

แล้วเขาก็เล่าภาพแห่งการปฏิบัติพระราชกรณียกิจของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เมื่อ ๔๐ ปีก่อน

“พระองค์เสด็จฯ ไปด้วยพระองค์เอง เพื่อทำความรู้จักกับสภาพพื้นที่ ความเป็นอยู่ สภาพชีวิต ขนบธรรมเนียม ประเพณีวัฒนธรรม ศาสนา ตามที่ท่านให้หลักว่าต้อง เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา เข้าใจ คือต้องศึกษาให้เข้าใจ รู้เรื่องทุกแง่มุม ในหลวงเสด็จฯ ไปทุกที่ ไปรู้จักกับคนในพื้นที่ ไปทำความคุ้นเคย ทั้งกับคนไทยพุทธและมุสลิม ซึ่งพูดกันคนละภาษาแต่รู้เรื่องกัน อย่างคนหนึ่งมาซื้อของพูด (ภาษา) ใต้ คนขายเป็นมุสลิม ต่างฝ่ายต่างพูดภาษาของตัวเอง แต่สื่อสารกันได้รู้เรื่อง เพราะเขารู้จักและอยู่ด้วยกันมา เข้าใจคือพูดจากันรู้เรื่อง แต่เท่านั้นยังไม่พอ ต้องเข้าถึงด้วย เข้าถึงนี่ลึกกว่าเข้าใจ คือเข้าถึงความรู้สึก รู้ความต้องการและไม่ต้องการ ต้องรู้จักเขาเป็นอย่างดี สังคมเราพึ่งพาอาศัยกันก็ด้วยการ รู้จัก เกิดความไว้วางใจ ผูกพันกัน ทำอะไรก็ง่าย พูดอะไรก็ง่าย คนเราถ้าพูดกันรู้เรื่อง ปัญหาจะลดลงเยอะเลย ถ้าจะเจริญรอยตามในหลวงก็อย่าลืมเรื่องรู้รักสามัคคี และต้อง เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา”

เล่าถึงเรื่องไหนเขามักมีตัวอย่างจริงด้วย

“คนหนึ่งที่ผมประทับใจเป็นครูสอนศาสนา ที่เราเรียก อุสตาส เป็นครูในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม มาถามผมว่าท่านจะฝาก สลาม ไปถึงในหลวงได้ไหม คำนี้แปลว่าความคิดถึง ตามธรรมเนียมของคนมุสลิม ไม่ได้เจอกันก็ฝากถึงกันได้ ผมก็ไปกราบทูล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงขอบใจ และพระองค์ก็ทรงฝากความคิดถึงกลับไป พอผมไปบอกอุสตาสบนมัสยิด คนอื่น ๆ ก็เลยฝากสลามมาอีกเป็นการใหญ่ นี่เป็นการสร้างความรักความผูกพัน คนที่ไม่ได้เข้าเฝ้าก็เกิดความผูกพัน ความรักความศรัทธาได้”

นั่นเองที่ทำให้เขากล่าวอย่างปลาบปลื้มตื้นตันใจทั้งโดยน้ำเสียงและสีหน้า

“ผมเพียงทำหน้าที่เหมือนสะพานเชื่อมเอาความรักความศรัทธาของผู้คนมากราบทูลพระองค์ท่าน และนำความรักความผูกพันความห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาให้ประชาชนได้เข้าใจ อันนี้ประทับใจมาก ๆ เราได้ทำหน้าที่ที่น่าภาคภูมิใจที่สุดอย่างหนึ่ง”
Share on Google Plus

About test

This is a short description in the author block about the author. You edit it by entering text in the "Biographical Info" field in the user admin panel.
    Blogger Comment
    Facebook Comment

0 ความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น